ส่องพระเครื่อง เมืองสยาม

พระท่ากระดาน ประติมากรรมสมัยอู่ทอง

พระท่ากระดาน

พระท่ากระดาน ตำนานเรื่องราวที่วันนี้ผู้อ่าน ส่องพระเครื่อง เมืองสยาม จะได้ไปค้นหากันนั้น มีที่มาที่ไปเริ่มจากเจ้าเมืองท่ากระดานกับชาวบ้านมาให้ “ฤๅษีตาไฟ” ซึ่งอยู่ในถ้ำลั่นทม ปลุกเสกเครื่องรางของขลังเพื่อไปสู้รบกับข้าศึก ฤๅษีตาไฟ ได้สร้างพระท่ากระดานเป็นเนื้อตะกั่วสนิมแดง เทลงในบล็อกดินเผา นำไปแจกให้แก่ทหารของเจ้าเมืองท่ากระดาน

พระท่ากระดาน รูป2

พระท่ากระดาน คือ พระที่ถูกสร้างในสมัยอู่ทองคือประมาณปี พ.ศ. ๑๘๐๐ ถึง พ.ศ. ๒๐๓๑ เป็นพระเครื่องที่มีประติมากรรมเป็นแบบ แบน นูนสูงมีภาพด้านหน้าด้านเดียว ด้านหลังแบนเรียบ และจะเน้นส่วนนูนสูงและส่วนลึก

พระท่ากระดาน ลักษณะ

พระท่ากระดานเป็นพระประติมาปางมารวิชัย ขัดราบมีสังฆาฏิแบบสี่เหลี่ยมกว้าง หนายาวจรดลงมา มีฐานหนาซึ่งเรียกว่าฐานสำเภาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระยุคอู่ทอง พระเกศาจะยาว ใบหน้าลึก ลักษณะคล้ายยิ้มแบบเครียดๆ เกศของพระท่ากระดานนั้นสันนิฐานว่าจะทำเป็นเกศยาวทุกองค์และตรงขึ้นไป 

ปลายเกศของพระท่ากระดานมีหลายลักษณะ จากการที่มีอายุมากและอยู่ใต้ดินถูกทับถมเลยทำให้ปลายเกศซึ่งมีความบอบบางอาจหักชำรุด หรือคดงอ    ลักษณะที่หลากหลายต่างๆได้แก่ เกศยาวตรงเรียกว่า “พิมพ์เกศตรง”     ส่วนเกศที่คดไปคดมาเพราะเกิดจากการบิดงอหรือถูกทับบิดไปเลยเรียกว่าพิมพ์ “เกศคด”    องค์ที่เกศหักในกรุ เพราะชำรุดตามอายุ ทำให้เกศเหลือสั้นเลยเรียกว่า “เกศบัวตูม” 

พระท่ากระดาน

เครดิตรูป www.web-pra.com

มือของพระท่ากระดานจะมีลักษณะหนาเป็นเอกลักษณ์ของพระอู่ทอง พระท่ากระดานเป็นพระที่สร้างให้มีใบหน้าชัดเจนทั้งจมูก ปากจนถึงหู

ประกอบกับพระท่ากระดานเป็นพระที่สร้างขึ้นจากเนื้อตะกั่ว เมื่ออายุนานเข้าตะกั่วเกิดสนิมแดง ส่วนที่นูนเด่นจะมีลักษณะแดงเข้ม เลยทำให้พระท่ากระดานบางองค์ เกิดมีสนิมแดงเข้มที่บริเวณลูกตาทั้งสองข้างเพราะส่วนที่นูน นั้นนูนมาก

เลยทำให้ดูคล้ายกับว่าพระท่ากระดานมีตาเป็นสีแดงเข้ม จนทำบางคนเข้าใจว่า พระท่ากระดานต้องตาแดงและเกศคด อย่างที่นิยมเรียกติดปากว่า “พระท่ากระดานต้องเกศคดตาแดง” ความจริงแล้วเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นในบางองค์ เท่านั้น อันเกิดจากวัสดุและสนิม

พระเครื่องที่คุณอาจสนใจ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หนึ่งในตำนานพระลอยน้ำศักดิ์สิทธิ์ 5 พี่น้อง

พระท่ากระดาน และพื้นที่ค้นพบ

พระท่ากระดานที่เราผู้อ่าน ส่องพระเครื่อง เมืองสยาม ต่างสนใจ นั้น มีที่มามาจากแหล่งต่างๆต่อไปนี้   กรุถ้ำลั่นทม ปีพ.ศ.๒๔๙๗ พบพระประมาณ ๒๐๐ องค์    ,กรุเหนือ (กรุวัดบน) ปี พ.ศ.๒๔๙๕-๒๔๙๖ พบพระประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ องค์     ,กรุกลาง (วัดท่ากระดาน ประมาณ ๑๐๐ กว่าองค์ ปีพ.ศ. ๒๔๙๕-๒๔๙๖     

,กรุใต้ (กรุวัดล่าง) ปี พ.ศ.๒๔๙๕-๒๔๙๖ พบพระไม่ถึง ๑๐๐ องค์      ,กรุวัดนาสวน (วัดต้นโพธิ์) ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ได้พระประมาณ ๔๐ องค์ ,กรุวัดหนองบัว (วัดศรีอุปลาราม) ปี พ.ศ.๒๔๙๗ได้พระประมาณ ๙๐ องค์   

,กรุวัดเหนือ (วัดเทวสังฆาราม) ปี พ.ศ. ๒๕๐๖พบพระท่ากระดานอยู่ในไห ๒๙ องค์ พระท่ากระดานหูช้าง ๘๐๐ องค์

พระท่ากระดาน รูป3

เครดิตรูป www.pranakonping.99wat.com

พระขุนแผนสนิมแดงห้าเหลี่ยม ๒๐๐ องค์ พระโคนสมอ ๑๐๐ องค์ พระปรุหนัง ๒ องค์     ,วัดท่าเสา ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้พระท่ากระดานไม่กี่สิบองค์ พระท่ากระดานน้อยจำนวนหลายร้อยองค์ ,บริเวณตำบลลาดหญ้าใกล้ๆ กับ ค่ายทหารกองพลฯ ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ประมาณ ๕๐ กว่าองค์     ,บริเวณถ้ำในเขตอำเภอทองผาภูมิ ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ พบพระประมาณ ๘๐ องค์ ชำรุดเสียส่วนใหญ่

แยกตามกรุ

พระท่ากระดานถ้าจำแนกเป็นกรุใหญ่ๆ ได้ ๒ กรุคือ กรุเก่าและกรุใหม่ “กรุเก่า” ก็คือพระที่ถูกค้นพบที่ถ้ำลั่นทมในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ และที่ค้นพบในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์คือกรุบน      ,กรุกลาง    ,กรุล่างในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๖และกรุวัดหนองบัวปี พ.ศ. ๒๔๙๗ “กรุใหม่” คือกรุที่ค้นพบที่วัดเหนือ (เทวสังฆราม), กรุสวนใน, กรุท่าเสา, กรุลาดหญ้า และ และกรุในถ้ำในอำเภอทองผาภูมิ

รับชมคลิปรายล่ะเอียดเพิ่มเติม

Leave a Reply

Your email address will not be published.